วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กรมอนามัยเตือนกินเห็ดป่าไม่รู้จัก อาจถึงตายได้

เตือนกินเห็ดป่าไม่รู้จัก อาจถึงตายได้ thaihealth
น.พ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เตือนประชาชนว่า ห้ามทานเห็ดป่าที่ไม่รู้จัก อาทิ เห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดสะงาก เห็ดไข่ตายซาก ชี้เสี่ยงเป็นเห็ดพิษ เพราะหากทานเข้าไปอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หรือหากเผลอทานเข้าไปต้องรีบทำให้อาเจียนออกมาให้มากที่สุด และนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2557 รายงานว่า มีผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษจากการรับประทานเห็ดพิษรวม 1,200 ราย เสียชีวิต 10 ราย
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันอังคารที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561

โรคตาแดงระบาดหนัก

        โรคตาแดงระบาดหนัก พบป่วยแล้วนับแสนราย ตั้งแต่ต้นปี

      โรคตาแดง
    สธ. เตือนโรคตาแดงระบาดช่วงหน้าฝน รอบ 8 เดือนปีนี้ ขณะนี้พบแล้วกว่า 100,000 ราย (กระทรวงสาธารณสุข)
    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

              โรคตาแดงระบาดหนัก รอบ 8 เดือนพบป่วยแล้ว 115,255 ราย เทียบเท่าผู้ป่วยปี 55 ทั้งปี เกือบครึ่งเป็นเด็กเล็กและวัยเรียน แพทย์แนะวิธีป้องกัน ให้ล้างมือบ่อย ๆ คนที่ป่วยแล้วควรหยุดพักงาน หยุดเรียนอย่างน้อย 3 วัน งดลงเล่นน้ำในสระ

              เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2557 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงนี้ฝนตกชุกเกือบทุกภาค บางพื้นที่มีน้ำท่วมขัง และพบว่าโรคตาแดงจากเชื้อไวรัสมักระบาดในช่วงนี้ เนื่องจากสภาพอากาศที่ชื้น แฉะ เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสและติดต่อกันง่ายมาก 

              ทั้งนี้ข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2557 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-18 สิงหาคม ทั่วประเทศมีผู้ป่วยแล้ว 115,255 ราย ซึ่งสูงเกือบเท่าปี 2555 ตลอดปีที่มี 118,882 ราย พบผู้ป่วยทุกวัยเกือบครึ่งเป็นเด็กเล็กและวัยเรียน คาดว่าผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นตลอดฤดูฝนปีนี้ จึงได้เน้นย้ำให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ประชาชนในการป้องกันโรคตาแดง โดยเฉพาะตามโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก ที่ทำงาน ห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก รวมทั้งในพื้นที่น้ำท่วม เนื่องจากมีปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาด และความสกปรกของน้ำที่ท่วมขัง
                     
              ด้านนายแพทย์ฐาปนวงศ์  ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า กล่าวว่า ในช่วงนี้มีผู้ป่วยตาแดงไปรักษาที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้าจำนวนมาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยโรคตาแดงจากไวรัสที่ระบาดอยู่ในขณะนี้มี 2 ลักษณะ คือ 

               1. โรคตาแดงที่เกิดพร้อมกับไข้หวัด โดยจะมีอาการตัวร้อน คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมน้ำเหลืองที่หน้าหูปวดบวม นำมาก่อน จากนั้นภายใน 2 วันจะมีอาการตาแดงตามมา บางรายอาจมีจุดเลือดออกที่ตาขาวด้วย

               2. โรคตาแดงที่เกิดรุนแรงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีอาการอื่น ๆ มาก่อน มักมีประวัติพบคนที่เป็นตาแดงหรือคนใกล้ชิดเป็นตาแดงมาก่อน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ ทำให้มีขี้ตามาก และเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว มักเริ่มเป็นที่ข้างใดข้างหนึ่งก่อนและลามไปเป็น 2 ข้างอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน บางรายอาจมีตาดำอักเสบ ทำให้เคืองตามากและมีแผลที่ตาดำชั่วคราวได้
              
              โรคนี้ติดต่อกันง่าย เนื่องจากเชื้อไวรัสจะอยู่ในสิ่งสกปรก น้ำตา ขี้ตาของผู้ที่เป็นตาแดง เชื้อไวรัสจะตายเมื่ออยู่ในที่แห้งภายใน 30 นาที การติดต่อมี 3 ลักษณะ คือ 

      1. จากมือที่ไปสัมผัสน้ำตา ขี้ตาผู้ป่วยตาแดงที่ติดอยู่ตามสิ่งของพื้นผิวต่าง ๆ ขณะที่ยังไม่แห้ง เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได โต๊ะทำงาน แป้นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ราวรถเมล์ เป็นต้น แล้วมาสัมผัสที่ตา หรือใช้ของส่วนตัวร่วมกันกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น 

               2. จากแมลงหวี่แมลงวันที่ตอมสิ่งสกปรกหรือตอมตาของผู้เป็นตาแดงแล้วไปตอมตาคนอื่นต่อ 

               3. เด็กที่ลงเล่นในน้ำท่วมขังซึ่งน้ำจะมีความสกปรกสูง 

              ทั้งนี้ในการป้องกันโรคตาแดง ขอให้ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หลีกเลี่ยงการใช้มือแคะ แกะ เกาหน้า ขยี้ตา ไม่ลงเล่นน้ำท่วม หากจำเป็นขอให้รีบอาบน้ำให้สะอาดทันทีหลังขึ้นจากน้ำ ส่วนผู้เป็นโรคตาแดง ขอให้งดลงสระว่ายน้ำจนกว่าจะหาย เพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจายในน้ำ
              
              นายแพทย์ฐาปนวงศ์ กล่าวต่อว่า โรคตาแดงที่เกิดจากเชื้อไวรัส จะไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ใช้การรักษาตามอาการ คือใช้ยาหยอดตาเพื่อลดอาการระคายเคือง ถ้ามีขี้ตามากสีเหลืองหรือเขียวแสดงว่าติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยจะต้องใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะ ซึ่งหากใช้ยา 2 อย่างร่วมกันจะต้องเว้นระยะห่างกันอย่างน้อย 5 นาทีเพื่อไม่ให้ยาล้างกัน แต่หากหยอดยาปฏิชีวนะแล้วมีตาแดงมากขึ้นหรือหนังตาบวมแดงให้หยุดยา และนำยามาปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรว่าแพ้ยาหรือไม่  

              ที่สำคัญคือต้องหยุดเรียน หรือหยุดงานอย่างน้อย 3 วัน พักผ่อนให้มาก ๆ และพักการใช้สายตา ส่วนใหญ่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากยังมีอาการระคายเคืองเหมือนมีทรายเข้าตา ตามัว แสดงว่าอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ที่สำคัญคือกระจกตาอักเสบ ตาดำอักเสบ หรือม่านตาอักเสบ ขอให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจอย่างละเอียดและให้การรักษาอย่างเหมาะสม
              "ขอแนะนำว่า ประชาชนสามารถดูแลรักษาโรคตาแดงด้วยตนเองในเบื้องต้นได้ โดยซื้อยาหยอดตาจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำร้าน หรือไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน ขอย้ำว่าอย่าไปซื้อยาหยอดตาที่ไม่รู้แหล่งที่มา โดยเฉพาะยาหยอดตาที่อ้างว่าเป็นยาสมุนไพร หรือใช้น้ำนมหยอดตา เพราะไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ และอาจมีเชื้อโรคทำให้ตาอักเสบถึงขั้นตาบอดได้" นายแพทย์ฐาปนวงศ์ กล่าว  



    ขอขอบคุณข้อมูลจาก

วันพุธที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560

แนะฝึกสมาธิต่อเนื่อง2เดือนช่วยลดความดัน

แนะฝึกสมาธิต่อเนื่อง2เดือนช่วยลดความดัน

แนะฝึกสมาธิต่อเนื่อง2เดือนช่วยลดความดัน thaihealth
สธ.แนะฝึกสมาธิวันมาฆบูชา ทำจิตใจสงบ เกิดสติปัญญา ช่วยแก้ไขปัญหา และลดความเสี่ยงโรคไมเกรน - ความดันโลหิตสูง แนะฝึกวันละประมาณ 15 นาที ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน ค่าความดันโลหิตลดลง
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร  โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ทุกวันนี้คนไทยประสบกับความเครียดและวิตกกังวล จากการใช้ชรวิตที่เร่งรีบ และกดดันทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ครอบครัว หากปรับตัวไม่ได้อาจเกิดปัญหาตามมา จนมีความเครียดสูงและโรคเรื้อรัง ทั้งไมเกรน ความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดแตกหรือตีบตัน ทำให้หัวใจทำงานหนัก เสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ซึ่งวันมาฆบูชานี้ นอกจากไปทำบุญตักบาตรแล้ว ขอเชิญชวนประชาชนใช้ฤกษ์วันนี้ฝึกทำสมาธิ เนื่องจากการทำสมาธิเป็นการดูแลสุขภาพวิธีหนึ่ง เป็นเทคนิคของการผ่อนคลายความเครียดที่ลึกซึ้งที่สุด เพราะทำให้จิตใจสงบปลอดจากความคิดซ้ำซาก ฟุ้งซ่าน วิตกกังวล ความเศร้าโศก เกิดสติปัญญาในการแก้ไขปัญหา
“หากฝึกสมาธิเป็นประจำ จะทำให้จิตใจเบิกบาน อารมณ์เย็น สมองแจ่มใส หายเครียด นอกจากนี้ การทำสมาธิจะช่วยให้คลื่นสมองไม่ยุ่งเหยิง สมองสามารถหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (Endorphine) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น และมีภูมิต้านทานโรคที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย”  โฆษก สธ. กล่าว
พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า หลักของการทำสมาธิ คือ การเอาใจไปจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียวจากผลวิจัยทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีการฝึกทำสมาธิโดยการหายใจช้าๆ และลึกๆ วันละประมาณ 15 นาที ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน มีผลให้ค่าความดันโลหิตลดลงมากกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่ได้เข้ารับการฝึกทำสมาธิ กระทรวงสาธารณสุขจึงสนับสนุนให้คนไทยทุกคน หันมาฝึกทำสมาธิ และควรทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน เริ่มจากวันละ 5 นาที เพิ่มเป็น 10 นาทีในวันต่อไป และเพิ่มเป็น 15 นาทีขึ้นไปเรื่อยๆ

ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วันแม่แห่งชาติ

วันแม่แห่งชาติ (12 สิงหาคม) วันแม่แห่งชาติ 2560

วันแม่แห่งชาติทุกวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี
วันแม่แห่งชาติ 2550
วันแม่แห่งชาติปี 2560 นี้ตรงกับวันศุกร์ 12 สิงหาคม 2560และเป็นปีมหามงคลยิ่ง
เนื่องจากสมเด็จพระบรมราชินีนารถ ทรงมีพระชนมายุครบ 83 พรรษา


คำขวัญวันแม่ 25560

“สอนให้ลูกทั้งหลายเดินสายกลาง
ทำทุกอย่างพอดีมีเหตุผล
ประกอบด้วยคุณธรรมนำทางตน
ย่อมได้คนดีพอต่อบ้านเมือง”
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
พระราชทาน “คำขวัญวันแม่ ประจำปี 2559

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เตือนรับประทาน `เนื้อหมูปรุงไม่สุก เสี่ยงไข้หูดับ`

โดย 
|
/data/content/25403/cms/e_bfgiloqstuwx.jpg
          สธ.เตือนกินหมูกระทะปิ้งย่าง จิ้มจุ่มลาบที่ปรุงไม่สุก เสี่ยงป่วยเป็นไข้หูดับ เผยปีนี้เสียชีวิตแล้ว 12 ราย ป่วย 151 ราย
          นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธาณสุข (สธ.) เตือนประชาชนให้งดรับประทานเนื้อหมูที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ เช่น หมูกระทะที่ปิ้งย่างไม่สุก จิ้มจุ่มที่ต้มไม่สุก ลาบ หลู้ หมูดิบ เนื่องจากในช่วงฤดูฝน ฟาร์มหรือโรงเลี้ยงสัตว์มีความอับชื้น ส่งผลให้สัตว์เลี้ยงมีโอกาสป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะหมูซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) เป็นสาเหตุของโรคไข้หูดับ ที่มักติดมาสู่คนได้และมีอันตรายถึงชีวิต
          ทั้งนี้ จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยากรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-8 ส.ค. 2557 ระบุว่า มีผู้ป่วยโรคไข้หูดับแล้ว 151 ราย เสียชีวิต 12 ราย อัตราป่วยร้อนละ 54-80 ส่วนอัตราเสียชีวิตร้อยละ 5-20 ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงานที่มักดื่มสุราร่วมกับการรับประทานเนื้อหมูที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ โดยเชื้อแบคทีเรียจจะอยู่ในทางเดินหายใจ และกระแสเลือดของหมูที่กำลังป่วย ติดต่อสู่คนทางบาดแผล รอยขีดข่วนตามร่างกาย ทางเยื่อบุตา และจากการรับประทาน หลังจากนั้นเชื้อจะเข้าไปทำให้เยื่อหุ้มสมอง เยื่อบุหัวใจอักเสบประสาทหูอักเสบและเสื่อมจมหูหนวก
          ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับเชื้อสเตรปโตค็อกคัส ซูอิสเข้าไปในร่างกาย จะป่วยหลังติดเชื้อประมาณ 3-5 วัน อาหารที่พบคือไข้สูง ปวดศรีษะอย่างรุนแรง เวียนศรีษะจนทรงตัวไม่ได้อาเจียน คอแข็ง หูดับ ท้องเสีย ปวดเมื่อกล้ามเนื้อ และเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือด
          อย่างไรก็ตาม นพ.โสภณ เตือนผู้ซื้อให้ควรเลือกเนื้อสัตว์จากตลาดสดหรือห้างสรรพสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากโรงฆ่าสัตว์ ไม่ซื้อเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาวสีคล้ำ และให้ปรุงเนื้อหมูให้สุกด้วยความร้อนอย่างน้อย 10 นาที หรือทำให้สุกจนเนื้อไม่มีสีแดง หากมีอาการป่วยหลังรับประทานอาหารที่ปรุงมาจากเนื้อหมูสุกๆ ดิบๆ ให้รับพบแพทย์ทันที เนื่องจากโรคนี้มียารักษาในโรงพยาบาลทุกแห่ง


          ที่มา : หนังสือพิมพ์เอ็มทูเอฟ
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

http://beid.ddc.moph.go.th/th_2011/news.php?items=1697
สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
             รายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola) ซึ่งพบในประเทศแถบแอฟริกา จำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศกินี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และไนจีเรีย รวมทั้งสิ้น 1,323 ราย เสียชีวิต 729 รายรายละเอียดดังนี้ี้
    
ประเทศ
รายละเอียด
WHO: World Health Organization
ณ 31 กรกฎาคม 2557
ECDC: European Centre for Disease Prevention and Control
ณ 17 กรกฎาคม
 2557
ประเทศกินี (Guinea)
จำนวนที่เข้าข่ายสงสัยติดเชื้อ
460
406
 
จำนวนผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ
336
297
 จำนวนผู้เสียชีวิต
339
304
ประเทศไลบีเรีย (Liberia)
จำนวนที่เข้าข่ายสงสัยติดเชื้อ
329
172
 
จำนวนผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ
100
70
 จำนวนผู้เสียชีวิต
156
105
ประเทศเซียร์ราลีโอน (Sierra Leone )จำนวนที่เข้าข่ายสงสัยติดเชื้อ
533
386
 จำนวนผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ
473
339
 จำนวนผู้เสียชีวิต
233
194
ประเทศไนจีเรีย (Nigeria )
จำนวนที่เข้าข่ายสงสัยติดเชื้อ
1
-
 
จำนวนผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ
0
-
 จำนวนผู้เสียชีวิต
1
-
    
**ในประเทศไทย ยังไม่เคยพบมีรายงานผู้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลามาก่อน**
    
สถานการณ์ในต่างประเทศ   
WHO
World Health Organization
ECDC: European Centre for Disease Prevention and Control
 Ebola virus disease, West Africa – update 31 July 2014 
 Ebola virus disease, West Africa – update 27 July 2014
 Ebola virus disease, West Africa – update 24 July 2014
 Ebola virus disease, West Africa – update 19 July 2014
รายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
 รายงานสถานการณ์ และความคืบหน้าการดำเนินงาน กรณี บุคลากรทางการแพทย์คนสำคัญติดเชื้อไวรัสอีโบลา ในเซียร์รา ลีโอน และพบเป็นผู้ป่วยรายแรก ในประเทศไนจีเรีย ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 
 
องค์ความรู้เรื่องโรคติดเชื้อไวรัสอีโบล่า
 โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา : สํานักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค ณ กรกฏาคม 2557
 บทความพิเศษ เรื่องโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา : สํานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค
 WHO:Ebola virus disease (Fact sheet N°103) Updated March 2014 
 สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่: องค์ความรู้เรื่องโรคติดเชื้อไวรัสอีโบล่า
        1. ลักษณะโรค 
        2. อาการของ และ ระยะฟักตัว 
        3. การวินิจฉัยโรค 
        4. การรักษา 
        5. แหล่งรังโรค 
        6. วิธีการแพร่โรค 
        7. ระยะติดต่อของโรค 
        8. มาตรการป้องกันโรค 
        9. มาตรการควบคุมการระบาด 
       10. คำแนะนำประชาชน เรื่อง การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา 
       11. คำแนะนำในการเตรียมตัวสำหรับผู้เดินทางไปต่างประเทศ : สำนักโรคติดต่อทั่วไป 
 
หนังสือสั่งการ / หนังสือขอความร่วมมือ
 หนังสือขอความร่วมมือเผยแพร่คำแนะนำกรณีโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา สำหรับประชาชน และผู้เดินทางระหว่างประเทศ_ณ วันที่ 11 เมษายน 2557 
 
แนวทาง/มาตรการ
 การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ Ebola โดย สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค 
 แนวทางการดำเนินงานเฝ้าระวัง สอบสวน ป้องกัน และควบคุมโรค Ebola ประเทศไทย 2557 โดย สำนักระบาดวิทยา | กรมควบคุมโรค  
 มาตรการกระทรวงสาธารณสุข 
 
คำถาม-คำตอบที่พบบ่อย
 คําถามที่พบบอยเกี่ยวกับโรคไวรัสอีโบลา ณ วันที่ วันที่ 15 เมษายน 2557 : โดยสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค 
 
คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป
        1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าที่นำเข้ามาโดยไม่ผ่านการตรวจโรคทั้งที่ป่วยหรือไม่ป่วย
        2. หลีกเลี่ยงการการรับประทานสัตว์ป่าที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะสัตว์จำพวกลิง หรือค้างคาว หรืออาหารเมนูพิสดารที่ใช้สัตว์ป่า หรือสัตว์แปลกๆ มาประกอบอาหาร
 
คำแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
        1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า ทั้งที่ป่วยหรือไม่ป่วย
        2. หลีกเลี่ยงการการรับประทานสัตว์ป่าที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะสัตว์จำพวก ลิง หรือค้างคาว หรืออาหารเมนูพิสดารที่ใช้สัตว์ป่า หรือสัตว์แปลกๆ มาประกอบอาหาร
        3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง เช่น เลือด หรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยที่อาจปนเปื้อนกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือศพศพของผู้ป่วยที่เสียชีวิต
        4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย หากมีความจำเป็นให้สวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย และล้างมือ บ่อยๆ
        5. หากมีอาการเริ่มป่วย เช่น มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย และมีผื่นนูนแดงตามตัว ให้รีบพบแพทย์ทัน
       อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้จำกัดการเดินทางหรือการค้าระหว่างประเทศ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวยังมีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำมาก เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ มีการติดเชื้อโดยตรงจากการสัมผัสกับของเหลวในร่างกาย หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาล จากการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ (เข็มและหลอดฉีดยา) ที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงไม่มีการป้http://beid.ddc.moph.go.th/th_2011/news.php?items=1697องกันเมื่อมีการสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่ติดเชื้อ
 
คำแนะนำสำหรับเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข
        1. ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังบริเวณด่านชายแดน หรือจุดผ่านแดนระหว่างประเทศที่อาจมีผู้เดินทางมาจากประเทศที่เกิดการระบาด และมีอาการสงสัยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ได้แก่ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย และมีผื่นนูนแดงตามตัว
        2. ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องการป้องกันควบคุมโรคแก่ประชาชน ได้แก่ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า หลีกเลี่ยงการการรับประทานสัตว์ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะสัตว์จำพวกลิง หรือค้างคาวการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งเช่น เลือด จากผู้ป่วยหรือศพ
 
คำแนะนำสำหรับเจ้าหน้าที่ด้านควบคุมโรคในสัตว์ป่า
         1. ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังโรคในสัตว์ป่าที่นำเข้ามาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด
 
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
          สธ. ชี้ ประเทศไทยเสี่ยงต่อ “ไวรัสอีโบล่า” ต่ำ แต่ไม่ประมาท จัด 3 ระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน   
 

ค้นหาบล็อกนี้