วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากยุงเป็นพาหนะของโรค นอกจากเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทย ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น และก่อให้เกิดความกังวลต่อผู้ปกครองเวลาเด็กมีไข้ บทความนี้จะบรรยายถึงโรคไข้เลือดออกในแง่การดูแลผู้ป่วยซึ่งมีหัวข้อต่อไปนี้
อุบัติการณืของโรคไข้เลือดออก
เมื่อ คศ 1970มีการระบาดของไข้เลือดออกเป็นครั้งคราว epidermic 9 ประเทศ ปัจจุบันไข้เลือดออก มีการระบาดเพิ่มมากขึ้น ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันไข้เลือดออก เป็นโรคประจำท้องถิ่น endemic ของประเทศมากว่า 100 ประเทศในแถบแอฟริกา อเมริกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ western pacific โดยมีความรุนแรงมากในแถบ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ western pacific
ประชากรประมาณ 2500 ล้านคนในประเทศที่มีการระบาดจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้เลือดออก ประมาณว่าจะมีการติดเชื้อปีละ 50 ล้านคน และต้องนอนโรงพยาบาลมากกว่า 500000 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 2.5 แต่อาจจะสูงถึงร้อยละ 20 หากให้การรักษาอย่างดีอัตราการเสียชีวิตอาจจะลดลงต่ำกว่าร้อยละ1
สาเหตุไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงลาย Aedes aegyti ตัวเมียบินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก โดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูง เชื้อไ/วรัสแดงกีจะเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน เชื้อไวรัสแดงกี่จะไปที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง เมื่อยุงกัดคนก็จะแพร่เชื้อสู่คน เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนประมาณ 2-7 วันในช่วงที่มีไข้ หากยุงกัดคนในช่วงนี้ก็จะรับเชื้อไวรัสมาแพร่ให้กับคนอื่น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็ก โรคนี้ระบาดในฤดูฝน ยุงลายชอบออกหากินในเวลากลางวันตามบ้านเรือน และโรงเรียน ชอบวางไข่ตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่นยางรถยนต์ กะลา กระป๋อง จานรองขาตู้กับข้าว แต่ไม่ชอบวางไข่ในท่อน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง
เมื่อไรจึงจะสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก
ไข้เลือดออก
อาการของไข้เลือดออกไม่จำเพาะ อาการมีได้หลายอย่าง ในเด็กอาจจะมีเพียงอาการไข้และผื่น ใผู้ใหญ่อาจจะมีไข้สูง ปวดศรีษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ หากไม่คิดโรคนี้อาจจะทำให้การรักษาช้า ผู้ป่วยอาจจะสียชีวิต ลักษณะที่สำคัญของไข้เลือกออกคือ
  • ไข้สูงเฉียบพลันประมาณ2-7 วัน
  • เบื่ออาหาร หน้าแดง ปวดศีรษะ ร่วมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน และมีอาการปวดท้องร่วมด้วย
  • บางรายอาจจะมีจุดเลือดสีแดงออกตามลำตัว แขนขา อาจจะใรเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามรายฟัน และถ่านอุจาระดำเนื่องจากเลือดออกในทางเดินอาหาร และอาจจะช็อค
  • ในรายที่ช็อคจะสังเกตเมื่อไข้ลงผู้ป่วยกลับแย่ลง ซึม มือเท้าเย็น เหงื่อออก หมดสติ และอาจจะเสียชีวิต
การรักษา
ไม่มีการรักษาเฉพาะสำหรับโรคไข้เลือดออก การรักเพียงประคับประคองอย่างใกล้ชิดโดยการเฝ้าระวังภาวะช็อค และเลือดออก และการให้สารน้ำอย่างเหมาะสมก็จะทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลงต่ำกว่าร้อยละ 1
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก
การผลิตวัคซีนกำลังอยู่ในขั้นพัฒนา แต่มีปัญาเนื่องเชื้อมี 4 สายพันธุ์ คาดการณ์ว่าจะสำเร็จและใช้ได้ในอนาคตอันใกล้ การป้องกันและการควบคุม
วิธีที่จะป้องกันและควบคุมไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือการควบคุมการแพร่กระจายของยุงลาย
  • กำจัดแหล่งเพราะพันธุ์ยุง เช่น กะละ ยาง กระป๋อง
  • หาฝาปิดภาชนะ เช่น โอ่ง ถังน้ำ
  • ในแหล่งน้ำสาธารณะอาจจะเลี้ยงปลาเพื่อกินลูกน้ำ หรือใส่สารเคมีเพื่อฆ่าลูกน้ำ
ขนิดของเชื้อแดงกีเชื้อไวรัสแดงกี เป็น single strnded RNA ไวรัสมีด้วยกัน 4 ชนิด(serotype) DEN1 DEN2 DEN3 DEN4 ซึ่งมี antigen ร่วมกันบางส่วนทำให้เทื่อเกิดการติดเชื้อชนิดหนึ่ง จะเกิดภูมิคุ้มกันต่อเชื้ออีกชนิดหนึ่ง แต่ภูมิที่เกิดจะอยู่ได้ 6-12 เดือน ส่วนภูมิที่เกิดกับเชื้อที่ป่วยจะมีตลอดชีวิต เช่นหากเป็นไข้เลือดออกจากเชื้อ DEN1 ผู้ป่วยจะมีภูมิต่อเชื้อนี้ตลอดชีวิต แต่จะมีภูมิต่อเชื้อแดงกีชนิดอื่นเพียง 6-12 เดือนเท่านั้นจาการศึกษาพบว่าการติดเชื้อซ้ำ หรือการติดเชื้อครั้งที่สองจะเป็นสาเหตุของโรคแดงกีได้ถึงร้อยละ 80-90 ในสมัยก่อนปี 2543พบว่าการระบาดของเชื้อแดงกีเกิดจากสายพันธ์ที่สอง DEN2 แต่หลังจากนั้นพบลดลง แต่จะพบสายพันธ์ DEN3 มากขึ้น แต่หลังจากปี 2543 เชื้อสายพันธ์ที่สอง DEN2 เริ่มกลับมาพบมากขึ้นและมีอัตราการตายสูงเนื่องจากเป็นเชื้อที่หากเป็นแล้วจะเกิดอาการรุนแรง
อาการของโรคติดเชื้อไข้เลือดออก
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้เลือดออกอาจจะไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย หรืออาจจะเกิดอาการรุนแรงจนเสียชีวิต เมื่อหายร่างกายจะมีภูมิต่อเชื้อนั้นตลอดชีวิต ความรุนแรงของการติดเชื้อขึ้นกับอายุ ภาวะภูมิคุ้มกัน และความรุนแรงของเชื้อ
การติดเชื้อไวรัสแดงกิ่วมีอาการได้ 3 แบบคือ

ข้อสำคัญของไข้เลือดออก
  • ให้สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออกในผู้ที่มีไข้เฉียบพลัน ไข้สูง โดยที่ไม่มีอาการของไข้หวัดร่วมกับ มีจุดเลือดออกหรือทำ touniquet test
  • หากตับโตจะช่วยสนับสนุนว่าเป็นไข้เลือดออก
  • ช่วงที่วิกฤตคือช่วงที่ไข้เริ่มลง หากเกล็ดเลือดต่ำลง ร่วมกับความเข้มข้นของเลือดเพิ่มขึ้นก่อนไข้ลง ให้สงสัยว่าจะเกิดช็อค
  • ยาลดไข้ไม่ได้ทำให้ระยะเวลาที่เป็นไข้ลดลง การให้ยาไม่ถูกต้องอาจจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน
  • หากเลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น 20% แสดงว่ามีการรั่วของพลาสม่า จำเป็นต้องได้รับน้ำเกลืออย่างเหมาะสม แต่การให้น้ำเกลือก่อนที่ จะมีการรั่วของพลาสม่าไม่เกิดประโยชน์
  • ภาวะ DSS เกิดจากการรั่งของพลาสม่า ทำให้ร่างกายขาดน้ำ ต้องรีบให้น้ำเกลืออย่างรวดเร็ว และอาจจะจำเป็นต้องให้ Dextran 40
  • การให้น้ำเกลือจะให้เท่ากับพลาสม่าที่รั่ว โดยดูจากความเข้มของเลือดและปริมาณปัสสาวะที่ออก
  • การได้รับน้ำเกลือมากเกินไปอาจจะเกิดน้ำท่วมปอด
  • การเกิดภาวะเป็นกรดจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆตามมา
ความรุนแรงของโรค
ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไข้เลือดออกแดงกิว จะต้องมีหลักฐานการรั่วของพลาสมา (มีความเข้มข้นของเลือด[Hct]เพิ่มขึ้น 20% หรือมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด หรือในช่องท้อง) และมีเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกจัดได้เป็น 4 ระดับ
  • Grade 1 ผู้ป่วยไม่ช็อก เป็นไข้เลือดออกโดยที่ไม่มีจุดเลือดออก ทำ touniquet test ให้ผลบวก
  • Grade 2 ผู้ป่วยไม่ช็อก มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง มีเลือดกำเดาไหล หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • Grade 3 ผู้ป่วย่ช็อก มีความดันโลหิตต่ำ ชีพขจรเร็ว pulse pressure แคบ เหงื่อออก กระสับกระส่าย
  • Grade 4 ผู้ป่วย่ช็อกรุนแรง วัดความดันโลหิตไม่ได้
เมื่อไรจะให้กลับบ้าน
  • ไม่มีไข้ 24 ชั่วโมงโดยที่ไม่ได้รับยาลดไข้ ผู้ป่วยอยากอาหาร
  • ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน
  • ความเข้มของเลือดคงที่
  • 3วันหลังจากรักษาภาวะช็อค
  • เกล็ดเลือดมากกว่า 50000
  • ไม่มีอาการแน่ท้องหรือแน่หน้าอกจากน้ำในท้องหรือช่องเยื่อหุ้มปอด
ภาวะโรคแทรกซ้อนอื่นๆ
  • ตับวาย
  • ไตวาย
  • สมองทำงานผิดปกติ
วิธีป้องกันไข้เลือดออกที่ได้ผลดี และยั้งยืนต้องเป็นแบบบูรณการโดยการร่วมมือของทุกฝ่าย
  • ภาคครัวเรือนต้องป้องกันโดยการกำจัดแหล่งน้ำที่เพาะพันธุ์ยุง และการป้องกันส่วนบุคคล
  • ภาคชุมชนจะต้องมีการรณรงค์ให้มีการกำจัดแหล่งลูกน้ำในชุมชนอย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้ง และจะต้องทำพร้อมกันถั่วประเทศโดยการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ
  • สำหรับชุมชนที่ห่างไกลก็อาจจะต้องใช้อาสาสมัคร
  • จัดโปรแกรมสำหรับเด็กและครอบครัวเพื่อกำจัดลูกน้ำ
  • กระตุ้นให้เอกชนมีส่วนร่วมในการจัดสิ่งแวดล้อม
  • จัดการประกวดพื้นที่ปลอดภัยจากไข้เลือดออก

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557

'ไข้หวัด 2009' คร่าชีวิตชาวอุดรฯ แล้ว 2 ราย

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 เม.ย. 2557

สสจ.อุดรธานีเผย 'ไข้หวัด 2009' คร่าชีวิตชาวอุดรฯ แล้ว 2 ราย เป็นผู้หญิงสูงอายุ และวัยกลางคน แพทย์ระบุในพื้นที่มีผู้ป่วยรวมแล้ว 13 ราย...
เมื่อวันที่ 8 เม.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี ถึงกระแสข่าว มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นกระจายทั้ง จ.อุดรธานี โดยผู้ป่วยอาการหนักจะถูกส่งตัวเข้ามารับการรักษาที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี และมีผู้ป่วยเสียชีวิตไปแล้ว 2 ราย โดยรายแรกเป็นหญิงสูงอายุจาก อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี รายที่ 2 เป็นหญิงวัยกลางคนจาก อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ทำให้ฝ่ายสอบสวนโรคต้องลงพื้นที่ ติดตามผู้สัมผัสมาทำการเฝ้าระวัง
ด้านนายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า รับรายงานเบื้องต้นจากนายแพทย์สาธารณสุข จ.อุดรธานี ว่า มีผู้ป่วยและเสียชีวิตด้วยไข้หวัด 2 ราย เป็นไข้หวัดเกิดขึ้นตามฤดูกาล เชื้อระบาดจากคนสู่คน ไม่ใช่ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ หรือไข้หวัดนก ที่กำลังมีการระบาดอยู่ทั่วประเทศ เสียชีวิตเนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยง และมีอาการป่วยต่อเนื่องนาน จึงสั่งการให้เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน ไม่ให้ตื่นตระหนกกับข่าวลือ พร้อมกันนี้ให้ประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกัน และการดูแลเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนทันที
ขณะที่นายแพทย์สมิต ประสันนาการ นายแพทย์สาธารณสุข จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายจังหวัดมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่เกิดจากเชื้อ H1N1 และก็มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว ในส่วน จ.อุดรธานี ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงปัจจุบัน มีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 13 ราย ซึ่งกระจายไปตามอำเภอต่างๆ เสียชีวิต 2 ราย นอนพักรักษาตัวที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี 1 ราย อาการดีขึ้นจนใกล้หายแล้ว ซึ่งในวันที่ 10 เม.ย.57 ได้เรียกประชุมคณะแพทย์ พยาบาล บุคลากรการแพทย์จากทุกอำเภอ เพื่อกำหนดแนวทางป้องกัน และรักษาให้ชัดเจน
นายแพทย์สาธารณสุข จ.อุดรธานี ยังกล่าวอีกว่า แพทย์มียาฆ่าเชื้อไว้รัสตัวนี้อยู่ แต่จะได้ผลต้องภายใน 48 ชั่วโมง เมื่ออาการผู้ป่วยไม่ค่อยรุนแรง การวินิจฉัยก็เป็นไปได้ยาก ในสถานการณ์เช่นนี้แพทย์ต้องสงสัยไว้ก่อน จะต้องป้ายเชื้อที่คอมาตรวจทันที นอกจากนี้ต้องส่งทีมสอบสวนลงพื้นที่ทันที โดยที่ผ่านมาผู้ป่วยทั้ง 13 ราย ที่เข้ารับการรักษา ทีมสอบสวนโรคลงพื้นที่ คัดกรองผู้สัมผัสโรคทันทีเหมือนกัน ไม่พบผู้ติดเชื้อจากผู้ป่วยเลย จึงแจ้งไปยังประชาชน เฝ้าระวังสุขภาพอย่างเคร่งครัด และหากป่วยช่วงนี้ควรปรึกษาแพทย์.

งานวันผู้สูงอายุร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า





เกาะติดไวรัส "ไข้หวัดใหญ่" H1N1 สายพันธุ์เก่า....ระบาดครั้งใหม่

23,899 ราย!

คือ ตัวเลขผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในรอบ 75 วัน ของปีนี้ ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 24 ราย!

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงเตือนประชาชนให้ระวังการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ที่ในปีนี้สถานการณ์อยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง หลังยอดผู้ป่วยพุ่งสูงกว่า 20,000 รายในรอบกว่า 2 เดือนของปี 2557

นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า ตัวเลขผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในปีนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะตัวเลขผู้เสียชีวิตถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา

ส่วนที่มีการเข้าใจผิดคิดว่า เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หรือ สายพันธุ์ที่ดุกว่าเดิมนั้น อธิบดีกรมควบคุมโรค ยืนยันว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่ที่เป็น สาเหตุของการป่วยในปีนี้ ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ ยังคงเป็นสายพันธุ์เดิมที่เคยระบาดตามฤดูกาลก่อนหน้านี้ คือ สายพันธุ์ A H1 N1

“จากการตรวจวิเคราะห์ของกรมวิทยา- ศาสตร์การแพทย์ พบว่าผู้ป่วยถึง 44% ป่วยจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H1N1 อีก 38% เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B และ 18% เป็นเชื้อสายพันธุ์ A H3N2” นพ.โสภณ บอกพร้อมกับย้ำว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบทั้งการกลายพันธุ์และการดื้อยาของเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั้ง 3 สายพันธุ์ที่ว่านี้

อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมควบคุมโรค  บอกว่า แม้จะไม่มีการกลายพันธุ์หรือดื้อยา แต่ผลการศึกษาจากสหรัฐฯและยุโรปพบว่าเชื้อชนิดนี้มีความรุนแรงสูงกว่าสายพันธุ์เก่าอื่นๆ โดยมีอัตราป่วยตายและอัตราเข้ารับการรักษาใน รพ. สูงกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์อื่น

จริงๆแล้ว สัญญาณเตือนการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ เริ่มส่อเค้ามาตั้งแต่ช่วงต้นปี เมื่อศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐฯหรือ ซีดีซี ออกมาแสดงความกังวลต่อจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสถาน-การณ์การแพร่ระบาดของโรคอยู่ในขั้นรุนแรง

โดยส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H3N2 ต่างจาก เอเชียตะวันออก  แอฟริกาเหนือ และเอเชียตะวันตก ที่พบว่า สายพันธุ์ไข้หวัด ใหญ่ที่ตรวจพบมากที่ สุดเป็นสายพันธุ์ H1 N1

นพ.โสภณ  ยังบอกด้วยว่า เด็กและเยาวชนยังคงเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่พบได้มากที่สุดในการระบาดของโรค และ 5 จังหวัดที่พบอัตราป่วยสูงสุด คือ ลำปาง ระยอง เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และพะเยา

ทั้งนี้ โรคไข้หวัด ใหญ่ สามารถติดต่อกันได้ง่าย เชื้อส่วนใหญ่จะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ติดต่อกันได้โดยการสัมผัส หรือการไอ จามและการปนเปื้อนของเชื้อในภาชนะ ของใช้ส่วนตัวหรือของใช้สาธารณะ เช่น ลูกบิด ปุ่มกดลิฟต์ ราวบันได ราวรถโดยสาร โดยอาจติดต่อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางมือที่เปื้อนเชื้อเมื่อแคะจมูก ขยี้ตา เอานิ้วเข้าปาก

การป้องกันทำได้โดยหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่แออัด ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ เช็ดทำความสะอาดพื้นผิวและสิ่งของที่มีคนสัมผัสบ่อยๆ ด้วยน้ำผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป

ส่วนผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่แล้ว ควรคาดหน้ากากป้องกันตลอดเวลาหรือใช้ผ้าเช็ดหน้า ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม งดการเดินทาง หยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ 

อาการของโรคที่สังเกตได้ คือ มีไข้สูง เกิน 2 วัน หรือไอมาก เจ็บหน้าอก หายใจเร็ว เหนื่อย อ่อนเพลีย รับประทานอาหารไม่ได้ อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระมาก ซึ่งถ้ามีไข้สูงเกิน 2 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะส่วนใหญ่แล้วอาการของโรคจะค่อยๆดีขึ้นเองเมื่อครบวงจรการติดเชื้อของไวรัส

ส่วนการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคนั้น ควรฉีดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า วัคซีนสามารถป้องกัน รวมถึงบรรเทาอาการป่วยได้เพียง 62% เท่านั้น และผู้ที่ป่วยแล้วอาจกลับมาป่วยได้อีก หากเป็นการติดเชื้อคนละสายพันธุ์.
โหวตข่าวนี้

    วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

    สธ. ห่วงคนป่วยเบาหวานควบความดันโลหิตสูง เร่งไตวายเร็วขึ้น

      สธ. ห่วงคนป่วยเบาหวานควบความดันโลหิตสูง เร่งไตวายเร็วขึ้น

      สธ. ห่วงคนป่วยเบาหวานควบความดันโลหิตสูง เร่งไตวายเร็วขึ้น


      ตรวจสุขภาพ

      สธ. เตือนประชาชน ที่ป่วยควบทั้งเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง เร่งไตวายเร็วขึ้น ! (กระทรวงสาธารณสุข)

                แพทย์เตือนประชาชน หากป่วยควบ 2 โรคทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูงพร้อมกัน จะเร่งเกิดปัญหาไตวายเร็วขึ้น เพราะหลอดเลือดถูกทำลาย 

                เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2557 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมราชการที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ เพื่อติดตามความคืบหน้าของการร่วมจัดบริการรักษาพยาบาลดูแลสุขภาพและลดปัญหาการเจ็บป่วยของประชาชนของสถานบริการในสังกัดทุกระดับที่อยู่ในเขตบริการสุขภาพที่ 10 ซึ่งประกอบด้วย 5 จังหวัดได้แก่ อุบลราชธานี  ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และมุกดาหาร รวมทั้งหมด 71 แห่ง ดูแลประชาชนประมาณ 4.5 ล้านคน

                นายแพทย์ณรงค์ กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพประจำถิ่นนี้ พบว่าประชาชนป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายกันมาก ทั้ง 5 จังหวัดมี 3,000 กว่าคน  ร้อยละ 30 ต้องใช้การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ที่เหลือฟอกทางหน้าท้อง โดยมีผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายรายใหม่เพิ่มปีละกว่า 100 ราย สาเหตุที่ทำให้ประชาชนป่วยเป็นโรคดังกล่าวมาก เกิดมาจากโรคเบาหวานมากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือโรคความดันโลหิตสูง และไตอักเสบจากโรคนิ่ว   

                โดยมีผู้เชี่ยวชาญโรคไตระบุว่า หากประชาชนป่วยทั้งโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน 2 โรคพร้อมกัน จะทำให้เกิดไตวายได้เร็วกว่าป่วยเป็นโรคเดียว เนื่องจากทั้ง 2 โรคนี้ทำให้หลอดเลือดไปเลี้ยงไตเสื่อม ซึ่งผลการสำรวจล่าสุดในปี 2555 ทั่วประเทศพบประชาชนป่วยเป็นทั้งโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ประมาณ 6 แสนคน ดังนั้น จึงคาดว่าแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพคือ ลดกินเค็ม ลดกินหวาน และอาหารมัน รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างน้อยวันละไม่ต่ำกว่า 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน  ตามคำแนะนำของแพทย์ 

                ทั้งนี้ จากการตรวจคัดกรองนิ่วประชาชนในเขตสุขภาพที่ 10 จำนวน 1.3 ล้านคน พบไตทำงานผิดปกติเบื้องต้น จำนวน 30,000 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5 ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากการทำอาชีพที่เสียเหงื่อมาก เช่น ทำงานกลางแจ้ง ทำให้ร่างกายขาดน้ำ ไตทำงานหนักขึ้น รวมทั้งการกินอาหารที่มีสารอ็อกซาเลตมาก เช่น ผักติ้ว ผักกระโดน และจากพันธุกรรมที่มีภาวะสารแม็กนีเซียมในร่างกายต่ำมาก่อน จะต้องเร่งป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไตวายโดยเร็ว  โดยใช้กลไกของรณรงค์ให้ความรู้ในหมู่บ้านชุมชน โดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และ อสม.       
       

      ขอขอบคุณข้อมูลจาก

    วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

    8 โรคร้ายของวัยทำงาน

      8 โรคร้ายของวัยทำงาน

      8 โรคร้ายของวัยทำงาน


                                           

      8 โรคร้ายของวัยทำงาน (ประชาชาติธุรกิจ)
      คอลัมน์ : book is capital

             ถ้ากายป่วยกระเสาะกระแสะ ประสิทธิภาพในการทำงานก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา หลังจากขะมักเขม้น คร่ำเคร่ง เรียนรู้เรื่องการพัฒนาตัวเอง พัฒนางาน พัฒนาองค์กร แล้วก็อย่าลืมเรียนรู้เรื่องร่างกายของตัวเองด้วยล่ะ ถ้าไม่อยากจะตรวจสอบ เช็กสภาพร่างกายตามโรงพยาบาลก็ลองหาหนังสืออ่านกันดู

             "8 โรคร้ายของวัยทำงาน" หรือ Working Syndrome เขียนโดย พ.ญ.ชัญวลี ศรีสุโข แพทย์นักเขียน เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเรียนรู้โรคภัยที่น่าสนใจเล่มหนึ่ง  เพราะแม้ว่าผู้เขียนจะเป็นหมอ แต่เธอเองก็ยอมรับว่าทำงานติดพันเสียจนเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เคยเป็นไมเกรนตั้งแต่ตอนอายุ 14 รวมทั้งมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดคอ ปวดข้ออยู่เป็นประจำ

                                                     


      แล้ว 8 โรคร้ายที่ควรพึงระวังของบุรุษ สตรี วัยทำงานมีอะไรบ้าง?

              โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนออกมาด้วย

              โรคปวดหัวไมเกรน ทำงานเครียดปวดหัวมากเหมือนมีอะไรเต้นตุบ ๆ อยู่ภายใน

              โรคนิ้วล็อก นิ้วเหยียดไม่ออก กำมือไม่ได้

              โรคกรดไหลย้อนกลับ มีอาการเสียวแปลบที่หน้าอกซ้าย จุกไปถึงด้านหลัง

              โรคริดสีดวงทวารหนัก อย่าไปล้อเล่นกับมัน เพราะมันอาจทำให้คุณเสียชีวิตได้

              โรคปวดกล้ามเนื้อและข้อ หากปวดไหล่จนยกของหรือใช้แขนไม่ได้ต้องไปหาหมอ เพราะมันเกี่ยวพันกับกระดูกต้นคอ

              โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน จะมีอาการปวดหลังและร้าวมาที่ขาทั้งสองข้าง ปวดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก หรือปวดจนเดินไม่ได้
               โรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด ซึ่งกำลังกลายเป็นโรคยอดนิยมของคนเมือง

             ทุกโรคนั้น พ.ญ.ชัญวลี ให้รายละเอียดว่า หากสงสัยอาการตัวเองว่าเข้าข่ายหรือไม่ก็สามารถเอาไปเปรียบเทียบได้

             เธอยังบอกถึงการรักษาด้วยยา หรืออาจจะแบบธรรมชาติบำบัด หรือบางโรคสามารถรักษาด้วยตัวเอง พร้อมทั้งแนะนำวิธีป้องกันด้วย

             อย่างที่ว่ากัน สุขภาพดีไม่มีวางขาย ต้องเรียนรู้ ป้องกัน หรือรักษาด้วยตัวเอง หรือผู้รู้ หากรู้ก่อนป้องกันก่อน การพลาดท่าให้โรคต่าง ๆ ย่อมน้อยลง

      ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

    ค้นหาบล็อกนี้