วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557

เกาะติดไวรัส "ไข้หวัดใหญ่" H1N1 สายพันธุ์เก่า....ระบาดครั้งใหม่

23,899 ราย!

คือ ตัวเลขผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในรอบ 75 วัน ของปีนี้ ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 24 ราย!

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงเตือนประชาชนให้ระวังการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ที่ในปีนี้สถานการณ์อยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง หลังยอดผู้ป่วยพุ่งสูงกว่า 20,000 รายในรอบกว่า 2 เดือนของปี 2557

นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า ตัวเลขผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในปีนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะตัวเลขผู้เสียชีวิตถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา

ส่วนที่มีการเข้าใจผิดคิดว่า เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หรือ สายพันธุ์ที่ดุกว่าเดิมนั้น อธิบดีกรมควบคุมโรค ยืนยันว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่ที่เป็น สาเหตุของการป่วยในปีนี้ ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ ยังคงเป็นสายพันธุ์เดิมที่เคยระบาดตามฤดูกาลก่อนหน้านี้ คือ สายพันธุ์ A H1 N1

“จากการตรวจวิเคราะห์ของกรมวิทยา- ศาสตร์การแพทย์ พบว่าผู้ป่วยถึง 44% ป่วยจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H1N1 อีก 38% เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B และ 18% เป็นเชื้อสายพันธุ์ A H3N2” นพ.โสภณ บอกพร้อมกับย้ำว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบทั้งการกลายพันธุ์และการดื้อยาของเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั้ง 3 สายพันธุ์ที่ว่านี้

อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมควบคุมโรค  บอกว่า แม้จะไม่มีการกลายพันธุ์หรือดื้อยา แต่ผลการศึกษาจากสหรัฐฯและยุโรปพบว่าเชื้อชนิดนี้มีความรุนแรงสูงกว่าสายพันธุ์เก่าอื่นๆ โดยมีอัตราป่วยตายและอัตราเข้ารับการรักษาใน รพ. สูงกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์อื่น

จริงๆแล้ว สัญญาณเตือนการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ เริ่มส่อเค้ามาตั้งแต่ช่วงต้นปี เมื่อศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐฯหรือ ซีดีซี ออกมาแสดงความกังวลต่อจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสถาน-การณ์การแพร่ระบาดของโรคอยู่ในขั้นรุนแรง

โดยส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H3N2 ต่างจาก เอเชียตะวันออก  แอฟริกาเหนือ และเอเชียตะวันตก ที่พบว่า สายพันธุ์ไข้หวัด ใหญ่ที่ตรวจพบมากที่ สุดเป็นสายพันธุ์ H1 N1

นพ.โสภณ  ยังบอกด้วยว่า เด็กและเยาวชนยังคงเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่พบได้มากที่สุดในการระบาดของโรค และ 5 จังหวัดที่พบอัตราป่วยสูงสุด คือ ลำปาง ระยอง เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และพะเยา

ทั้งนี้ โรคไข้หวัด ใหญ่ สามารถติดต่อกันได้ง่าย เชื้อส่วนใหญ่จะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ติดต่อกันได้โดยการสัมผัส หรือการไอ จามและการปนเปื้อนของเชื้อในภาชนะ ของใช้ส่วนตัวหรือของใช้สาธารณะ เช่น ลูกบิด ปุ่มกดลิฟต์ ราวบันได ราวรถโดยสาร โดยอาจติดต่อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางมือที่เปื้อนเชื้อเมื่อแคะจมูก ขยี้ตา เอานิ้วเข้าปาก

การป้องกันทำได้โดยหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่แออัด ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ เช็ดทำความสะอาดพื้นผิวและสิ่งของที่มีคนสัมผัสบ่อยๆ ด้วยน้ำผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป

ส่วนผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่แล้ว ควรคาดหน้ากากป้องกันตลอดเวลาหรือใช้ผ้าเช็ดหน้า ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม งดการเดินทาง หยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ 

อาการของโรคที่สังเกตได้ คือ มีไข้สูง เกิน 2 วัน หรือไอมาก เจ็บหน้าอก หายใจเร็ว เหนื่อย อ่อนเพลีย รับประทานอาหารไม่ได้ อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระมาก ซึ่งถ้ามีไข้สูงเกิน 2 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะส่วนใหญ่แล้วอาการของโรคจะค่อยๆดีขึ้นเองเมื่อครบวงจรการติดเชื้อของไวรัส

ส่วนการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคนั้น ควรฉีดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า วัคซีนสามารถป้องกัน รวมถึงบรรเทาอาการป่วยได้เพียง 62% เท่านั้น และผู้ที่ป่วยแล้วอาจกลับมาป่วยได้อีก หากเป็นการติดเชื้อคนละสายพันธุ์.
โหวตข่าวนี้

    วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

    สธ. ห่วงคนป่วยเบาหวานควบความดันโลหิตสูง เร่งไตวายเร็วขึ้น

      สธ. ห่วงคนป่วยเบาหวานควบความดันโลหิตสูง เร่งไตวายเร็วขึ้น

      สธ. ห่วงคนป่วยเบาหวานควบความดันโลหิตสูง เร่งไตวายเร็วขึ้น


      ตรวจสุขภาพ

      สธ. เตือนประชาชน ที่ป่วยควบทั้งเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง เร่งไตวายเร็วขึ้น ! (กระทรวงสาธารณสุข)

                แพทย์เตือนประชาชน หากป่วยควบ 2 โรคทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูงพร้อมกัน จะเร่งเกิดปัญหาไตวายเร็วขึ้น เพราะหลอดเลือดถูกทำลาย 

                เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2557 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมราชการที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ เพื่อติดตามความคืบหน้าของการร่วมจัดบริการรักษาพยาบาลดูแลสุขภาพและลดปัญหาการเจ็บป่วยของประชาชนของสถานบริการในสังกัดทุกระดับที่อยู่ในเขตบริการสุขภาพที่ 10 ซึ่งประกอบด้วย 5 จังหวัดได้แก่ อุบลราชธานี  ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และมุกดาหาร รวมทั้งหมด 71 แห่ง ดูแลประชาชนประมาณ 4.5 ล้านคน

                นายแพทย์ณรงค์ กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพประจำถิ่นนี้ พบว่าประชาชนป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายกันมาก ทั้ง 5 จังหวัดมี 3,000 กว่าคน  ร้อยละ 30 ต้องใช้การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ที่เหลือฟอกทางหน้าท้อง โดยมีผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายรายใหม่เพิ่มปีละกว่า 100 ราย สาเหตุที่ทำให้ประชาชนป่วยเป็นโรคดังกล่าวมาก เกิดมาจากโรคเบาหวานมากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือโรคความดันโลหิตสูง และไตอักเสบจากโรคนิ่ว   

                โดยมีผู้เชี่ยวชาญโรคไตระบุว่า หากประชาชนป่วยทั้งโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน 2 โรคพร้อมกัน จะทำให้เกิดไตวายได้เร็วกว่าป่วยเป็นโรคเดียว เนื่องจากทั้ง 2 โรคนี้ทำให้หลอดเลือดไปเลี้ยงไตเสื่อม ซึ่งผลการสำรวจล่าสุดในปี 2555 ทั่วประเทศพบประชาชนป่วยเป็นทั้งโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ประมาณ 6 แสนคน ดังนั้น จึงคาดว่าแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพคือ ลดกินเค็ม ลดกินหวาน และอาหารมัน รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างน้อยวันละไม่ต่ำกว่า 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน  ตามคำแนะนำของแพทย์ 

                ทั้งนี้ จากการตรวจคัดกรองนิ่วประชาชนในเขตสุขภาพที่ 10 จำนวน 1.3 ล้านคน พบไตทำงานผิดปกติเบื้องต้น จำนวน 30,000 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5 ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากการทำอาชีพที่เสียเหงื่อมาก เช่น ทำงานกลางแจ้ง ทำให้ร่างกายขาดน้ำ ไตทำงานหนักขึ้น รวมทั้งการกินอาหารที่มีสารอ็อกซาเลตมาก เช่น ผักติ้ว ผักกระโดน และจากพันธุกรรมที่มีภาวะสารแม็กนีเซียมในร่างกายต่ำมาก่อน จะต้องเร่งป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไตวายโดยเร็ว  โดยใช้กลไกของรณรงค์ให้ความรู้ในหมู่บ้านชุมชน โดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และ อสม.       
       

      ขอขอบคุณข้อมูลจาก

    วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

    8 โรคร้ายของวัยทำงาน

      8 โรคร้ายของวัยทำงาน

      8 โรคร้ายของวัยทำงาน


                                           

      8 โรคร้ายของวัยทำงาน (ประชาชาติธุรกิจ)
      คอลัมน์ : book is capital

             ถ้ากายป่วยกระเสาะกระแสะ ประสิทธิภาพในการทำงานก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา หลังจากขะมักเขม้น คร่ำเคร่ง เรียนรู้เรื่องการพัฒนาตัวเอง พัฒนางาน พัฒนาองค์กร แล้วก็อย่าลืมเรียนรู้เรื่องร่างกายของตัวเองด้วยล่ะ ถ้าไม่อยากจะตรวจสอบ เช็กสภาพร่างกายตามโรงพยาบาลก็ลองหาหนังสืออ่านกันดู

             "8 โรคร้ายของวัยทำงาน" หรือ Working Syndrome เขียนโดย พ.ญ.ชัญวลี ศรีสุโข แพทย์นักเขียน เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเรียนรู้โรคภัยที่น่าสนใจเล่มหนึ่ง  เพราะแม้ว่าผู้เขียนจะเป็นหมอ แต่เธอเองก็ยอมรับว่าทำงานติดพันเสียจนเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เคยเป็นไมเกรนตั้งแต่ตอนอายุ 14 รวมทั้งมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดคอ ปวดข้ออยู่เป็นประจำ

                                                     


      แล้ว 8 โรคร้ายที่ควรพึงระวังของบุรุษ สตรี วัยทำงานมีอะไรบ้าง?

              โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนออกมาด้วย

              โรคปวดหัวไมเกรน ทำงานเครียดปวดหัวมากเหมือนมีอะไรเต้นตุบ ๆ อยู่ภายใน

              โรคนิ้วล็อก นิ้วเหยียดไม่ออก กำมือไม่ได้

              โรคกรดไหลย้อนกลับ มีอาการเสียวแปลบที่หน้าอกซ้าย จุกไปถึงด้านหลัง

              โรคริดสีดวงทวารหนัก อย่าไปล้อเล่นกับมัน เพราะมันอาจทำให้คุณเสียชีวิตได้

              โรคปวดกล้ามเนื้อและข้อ หากปวดไหล่จนยกของหรือใช้แขนไม่ได้ต้องไปหาหมอ เพราะมันเกี่ยวพันกับกระดูกต้นคอ

              โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน จะมีอาการปวดหลังและร้าวมาที่ขาทั้งสองข้าง ปวดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก หรือปวดจนเดินไม่ได้
               โรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด ซึ่งกำลังกลายเป็นโรคยอดนิยมของคนเมือง

             ทุกโรคนั้น พ.ญ.ชัญวลี ให้รายละเอียดว่า หากสงสัยอาการตัวเองว่าเข้าข่ายหรือไม่ก็สามารถเอาไปเปรียบเทียบได้

             เธอยังบอกถึงการรักษาด้วยยา หรืออาจจะแบบธรรมชาติบำบัด หรือบางโรคสามารถรักษาด้วยตัวเอง พร้อมทั้งแนะนำวิธีป้องกันด้วย

             อย่างที่ว่ากัน สุขภาพดีไม่มีวางขาย ต้องเรียนรู้ ป้องกัน หรือรักษาด้วยตัวเอง หรือผู้รู้ หากรู้ก่อนป้องกันก่อน การพลาดท่าให้โรคต่าง ๆ ย่อมน้อยลง

      ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

    วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

    ค้นหาบล็อกนี้