วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นักโภชนาการ ระบุเด็ก “เตี้ย-อ้วน-ผอม” ทำไอคิวต่ำ


 นักโภชนาการชี้ เตี้ย อ้วน ผอม ปัญหาเรื้อรังโภชนาการเด็ก ทำไอคิวต่ำ อึ้ง! เด็กเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จากร้อยละ 2 พุ่งเป็นร้อยละ 18 ชู อปท.ช่วยแก้ปัญหาได้ เตรียมเสนอ ครม.เพิ่มงบอาหารกลางวัน



 นายสง่า ดามาพงศ์ ผู้จัดการโครงการพัฒนาระบบและกลไกเพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในการอบรมเรื่อง “เรียนรู้-ร่วมสร้าง...โภชนาการสมวัยในศูนย์เด็กเล็ก” หัวข้อ “จุดประกายขาวความคิด เด็กไทยมีโภชนาการสมวัย” ว่า ปัญหาเรื่องโภชนาการเด็กคืออ้วนไปและผอมไป แต่จากการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มากว่า 3 ปี พบว่า อปท.เป็นหน่วยงานที่มีพลังในการทำงานอย่างมาก และสามารถจะสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพได้อย่างดี โดยจากการทำงานในทุกภาคทำให้ได้เครื่องมือและนวัตกรรมโภชนาการสมวัย คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปเพื่อประเมินเด็กด้านอาหารและโภชนาการ ทั้งระดับบุคคลและโรงเรียน และโปรแกรมการจัดอาหารกลางวันที่ได้มาตรฐานสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียน
      
       “โภชนาการที่ดีจะทำให้เด็กไม่เตี้ย ไม่ผอม ไม่อ้วน เพราะหากกินไม่เป็น กินมากไปก็อ้วน กินน้อยไปก็ผอมและเตี้ย ซึ่งเด็กที่ผอมเกินไปพบว่า เซลล์สมองจะมีความบาง การเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ไม่ดี ทำให้เด็กกลายเป็นคนไอคิวต่ำ เรียนไม่รู้เรื่องทำให้โง่ อ่อนแอ และจนกลายเป็นวงจรต่อๆ ไป ส่วนเด็กอ้วนก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่อ้วนได้ถึงร้อยละ 30 และหากอ้วนจนถึงวัยรุ่นก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่อ้วนร้อยละ 80 ซึ่งเสี่ยงทำให้เกิดโรคเบาหวาน มะเร็ง หัวใจ และหลอดเลือด จากการติดตามสถานการณ์โรคเบาหวาน ช่วงเวลา 5 ปี พบว่า การเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 18 ซึ่งเกิดจากภาวะน้ำหนักเกิน และยังพบว่าเด็กก่อนวัยเรียนอ้วนถึงร้อยละ 40 ด้วย” นายสง่า กล่าว
      
       นายสง่า กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเด็กไทยไม่มีภูมิคุ้มกันทางปัญญาในการเลือกซื้ออาหาร เด็กส่วนใหญ่เลือกซื้ออาหารตามความรู้สึก ตามโฆษณาชวนเชิญ เด็กไม่สามารถเลือกจากสารอาหาร จากคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้เด็กได้รับอาหารด้อยคุณภาพอยู่ตลอดเวลา โดยพบว่าเด็กไทย ร้อยละ 49.6 กินขนมกรุบกรอบที่ด้อยคุณค่า โดย 1 ใน 3 ของเด็กไทยได้รับไขมัน โซเดียม น้ำตาลเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ ยังพบว่าจากการสำรวจในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เด็กที่รับประทานอาหารเช้ามีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น แม้ว่าจะเป็นพื้นที่เขตต่างจังหวัดตัวเลขก็ใกล้เคียงกับเขตเมือง ซึ่งมื้อเช้าถือเป็นมื้อสำคัญที่สุด อีกทั้งยังรับประทานผัก ผลไม้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
      
       “จากการติดตามพบว่าเด็กที่อยู่ในโรงเรียนที่มีผักผลไม้เป็นของว่างจะช่วยลดความอ้วนลงได้ร้อยละ 30 โรงเรียนที่ให้เด็กออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะทำให้เด็กอ้วนน้อยกว่าร้อยละ 20 ส่วนเด็กที่อยู่ในโรงเรียนที่ขายน้ำอัดลมเด็กจะอ้วนเป็น 2 เท่าของโรงเรียนที่ไม่มีน้ำอัดลมขาย อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือ การเพิ่มงบประมาณรายหัวสำหรับค่าอาหารกลางวัน จาก 13 บาทเป็น 20 บาท ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เด็กได้มีโภชนาการที่ดีขึ้นและเกิดการพัฒนาการที่สมวัย ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะมีการนำเสนอ คณะรัฐมนตรีเพื่อให้เห็นความสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ต่อไป” นายสง่า กล่าว
        
ผู้เผยแพร่/ผู้ประกาศ : กลุ่มเทคโนโลยีสุขศึกษา  
หน่วยงาน : กองสุขศึกษา
โทรศัพท์ : 025901664  
จำนวนการเข้าชม : 2 ครั้ง


เช็ค 9 สัญญาณอันตราย ก่อนโรคไข้เลือดออกระบาด

fever


เช็ค 9 สัญญาณอันตราย ก่อนโรคไข้เลือดออกระบาด

 จากสถิติการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย พบว่าในปี 2556 คาดว่าจะมีอัตราการแพร่ระบาดของไข้เลือดออกสูงและคาดจะมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากที่สุดในรอบ 5 ปี โดยจากการนับอัตราการป่วยของประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม ถึง เมษายน รวมระยะเวลา 4 เดือน พบว่ามีผู้ป่วยประมาณ 24,000 ราย และเสียชีวิตไปแล้วทั้งสิ้น 28 ราย

               ทั้งนี้ สามารถเฉลี่ยผู้เสียชีวิตสูงสุดต่อปีประมาณ 70-100 ราย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีโอกาสป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกได้มากเท่าๆกัน และพบมากในช่วงอายุ 10-25 ปี
               เด็กที่ได้รับเชื้อโรคจะมีอาการไข้สูงลอย 2-7 วัน มักไม่มีอาการไอไม่มีน้ำมูกไหล เด็กเล็กที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างยาก ทำให้ต้องดูแลเป็นพิเศษและรักษาเป็นกรณีพิเศษ โดยอาจมีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ มีผื่นแดงตามร่างกาย มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟันผิดปกติ
               ขณะที่เด็กบางรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจมีอาการช็อก ซึ่งสังเกตได้ยาก เนื่องจากยังรู้สติดีอยู่ แต่จะดูอ่อนเพลีย ไม่มีแรงข้อสังเกตคืออาการช็อกจะตรงกับวันที่ไข้ลง หรือไข้ต่ำลง อย่างไรก็ตาม ถ้าเฝ้าสังเกตและพบเห็นอาการบ่งชี้ว่าอาจเป็นอาการนำของภาวะช็อกควรรีบนำตัวเด็กเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน
               โดย 9 อาการเร่งด่วน ที่ต้องรีบเดินทางพบแพทย์ ได้แก่
  1. ไข้ลงหรือไข้ลดลงแต่ยังไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ อาทิ เบื่ออาหาร ไม่ค่อยเล่น และอ่อนเพลีย
  2. คลื่นไส้ อาเจียน ตลอดเวลา 
  3. ปวดท้องมาก
  4. มีเลือดออกมาก เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ
  5. พฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปจากปกติ
  6. กระหายน้ำตลอดเวลา 
  7. ร้องกวนมากในเด็กเล์ก 
  8. ตัวเย็นชื้น สีผิวคล้ำลง หรือตัวเป็นลายๆนานเกิน 4-5 ชั่วโมง
  9. ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ถ่ายปัสสาวะ
               ผู้เชี่ยวชาญโรคไข้เลือดออก ให้คำแนะนำเสริมว่า ไข้เลือดออกเกิดจากการที่มียุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัด ยุงลายมักกัดเวลากลางวัน จึงต้องช่วยกันกำจัดยุงลาย ด้วยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
               ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและดูแลเด็กให้ห่างไกลโรคไข้เลือดออก  จึงสามารถป้องกันแบบบูรณาการได้โดยดำเนินการควบคู่กันตั้งแต่ระดับตัวเอง อาทิ ใส่เสื้อผ้าแขนยาวและกางเกงขายาว หรือนอนหลับในห้องที่ติดมุ้งลวดมิดชิด ทาสารกันยุงที่ปลอดภัย เช่น ตะไคร้หอม ระดับครัวเรือน ควรกำจัดแหล่งน้ำขังตามสถานที่ต่างๆ อาทิ อุปกรณ์ในครัวเรือนและอุปกรณ์ซักล้างควรคว่ำหรือปิดฝาให้เรียบร้อย เปลี่ยนน้ำรองขาโต๊ะหรือในแจกันทุกสัปดาห์ หรือผสมเกลือ หรือตรวจสอบรอบบริเวณบ้าน รางระบายน้ำบนหลังคาว่ามีแอ่งขังน้ำหรือไม่
               สำหรับการป้องกันในระดับชุมชน ต้องร่วมมือกันในการรณรงค์กำจัดแหล่งน้ำขังภายในชุมชนปีละ 2-3 ครั้ง หรือพ่นยาฆ่าแมลงในเขตชุมชนปีละ2-4 ครั้ง เป็นต้น เพียงเท่านี้ เด็กน้อยและตัวคุณเองก็ห่างไกลจากโรคไข้เลือดออกอย่างแน่นอน

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

แจ้งนัดฉีดวัคซีนเด็กประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2556

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเหล่า แจ้งฉีดวัคซีนเด็กประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2556 
 ให้มารับบริการในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 


วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สสจ.อุดรฯ เตือนโรคคอตีบระบาด

สสจ.อุดรฯ เตือนโรคคอตีบระบาด พบผู้ป่วยพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว 35 ราย








อุดรธานี - จังหวัดอุดรธานีขึ้นป้ายเตือนโรคคอตีบระบาด ขณะที่นายแพทย์สาธารณสุขแนะวิธีป้องกันตนเองโดยไม่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ใช้ช้อนกลาง และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้มีอาการไข้ ไอ เผยแถบภาคอีสานได้รับการแพร่เชื้อมาจากประเทศเพื่อนบ้าน พบผู้ป่วยในกลุ่มจังหวัดใกล้เคียงแล้ว 35 ราย
              นายแพทย์สัญชัย ปิยะพงษ์กุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์โรคคอตีบในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะแถบภาคอีสานที่มีการติดเชื้อข้ามมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และพบผู้ป่วยในจังหวัดใกล้เคียงแล้วจำนวน 35 ราย จากการสอบสวนโรคและติดตามผู้สัมผัสเชื้อ พบว่ามีผู้สัมผัสเชื้อจำนวนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และได้กลับมาเยี่ยมบ้านหลังการสัมผัสเชื้อจากผู้ป่วย ซึ่งขณะนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีและหน่วยบริการในพื้นที่อยู่ระหว่างติดตามเฝ้าระวังอาการกลุ่มผู้สัมผัสเชื้อเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด              ประกอบกับมีประชากรจากจังหวัดเลยบางส่วนมาประกอบอาชีพค้าขายในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เนื่องจากโรคคอตีบเป็นโรคติดต่อร้ายแรงและเกิดการระบาดได้ง่าย              ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจากโรคดังกล่าว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีขอแนะนำให้ประชาชนยึดหลักพึงระวัง เลี่ยงคลุกคลี และรีบพบแพทย์ทันทีที่มีอาการต้องสงสัย โดยข้อที่พึงระวังคือ ต้องตระหนักรู้อันตรายของโรคคอตีบ และงดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ              ได้แก่ การดื่มน้ำในที่สาธารณะ ซึ่งใช้แก้วใบเดียวกัน บุตรหลานรับวัคซีนป้องกันโรคไม่ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด การเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดโดยไม่ป้องกันตนเอง การรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ใช้ช้อนกลาง              ขณะที่การเลี่ยงคลุกคลีคือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้มีอาการไข้ ไอ และมีฝ้าขาวในลำคอ ผู้ป่วยโรคคอตีบและผู้ที่กำลังรับการรักษาต้องแยกตัวอย่างน้อย 3 สัปดาห์ และเลี่ยงการไปในที่ชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น              ที่สำคัญ หากมีอาการไข้ เจ็บคอ ควรเข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน และหากแพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการน่าสงสัยว่าเป็นโรคคอตีบต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษาอย่างเคร่งครัด โดยรับประทานยาให้ตรงเวลา ต่อเนื่องจนครบกำหนด และมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อตรวจดูอาการของโรคอย่างใกล้ชิด              สำหรับโรคคอตีบติดต่อได้จากน้ำลาย ละอองเสมหะ การไอ จามรดกัน การดื่มน้ำจากแก้วเดียวกัน สิ่งสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อคอตีบคือ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ กลืนลำบาก เด็กจะต้องได้รับวัคซีนให้ครบตามกำหนด

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คอตีบ



โรคไข้คอตีบ
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย  (Corynebacterium diphtheriae) มักจะเป็นในระบบทางเดินหายใจ ต่อมทอนซิล ลำคอ  
กล่องเสียงหรือจมูก
อาการและการติดต่อ  

ติดต่อทางตรงโดยผู้ป่วยเป็นพาหะ ติดจากละอองน้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ป่วยหรือจากน้ำนมที่มีเชื้อโรค โดยการใช้ขวดนมร่วมกันของเด็กที่เป็นโรคติดต่อทางอ้อม โดยการใช้ภาชนะ ข้าวของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วย พบมากในแหล่งชุมชน หรือสถานที่แออัด 
เช่น สถานเลี้ยงเด็ก อาการของโรคคอตีบจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉียบพลัน หลังจากผ่านระยะฟักตัวหรือเมื่อ เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายแล้วประมาณ 2-5 วัน
บริเวณที่ติดเชื้อจะมีแผ่นเนื้อเยื่อสีเทา หรือ สีขาว เกิดที่ผนังของหลอดคอและที่ต่อม
ทอนซิล รอบ ๆ แผ่นเยื่อสีเทานี้จะบวมแดง อันเนื่องมาจากการอักเสบ อาการโดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีไข้ เจ็บในหลอดคอ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล อ่อนเพลีย ถ้าเป็นคอตีบของกล่องเสียง จะมีอาการบวมมาก 
 อาจทำให้หายใจไม่ออก ทำให้เด็กเล็กๆ ตายได้ง่าย  แต่ถ้าเป็นคอตีบที่โพรงจมูกจะมีอาการเล็กน้อย
และมักจะเรื้อรัง โดยมีน้ำมูกข้างใดข้างหนึ่งอาจมีเลือดปนคอตีบของผิวหนังจะเกิดแผล มีสะเก็ด
สีเหลืองหนาบนปากแผล สะเก็ดจะติดแน่นบนผิวหนังมักมีอาการเรื้อรังเช่นเดียวกับคอตีบที่ช่องจมูก
โรคแทรกซ้อน อาจเกิดโรคหัวใจอักเสบ หรือมีอาการอักเสบของประสาทสมอง โรคอัมพาตเนื่องจากพิษทางประสาท
โรคไข้คอตีบ มักพบมากในเด็กก่อนและระยะต้น ๆ ของวัยเรียน คือช่วงอายุ 2-5 ปี  หรือพบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 15
ปี ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับภูมิคุ้มกันก็อาจป่วยเป็นไข้คอตีบได้
    
การตรวจวินิจฉัยโรค
1.ดูจากอาการผู้ป่วย
2.ตรวจพบเนื้อเยื่อสีเทาหรือสีขาว (Tenacious gray pseudomembrane)  ที่บริเวณ ซึ่งตัวเชื้อโรคเข้าไป
นำไปเพาะเชื้อ
    
การป้องกัน
1.
การให้วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ (Toxoid) ให้ครอบคลุม ควรเริ่มในเด็กทารกด้วย วัคซีน DTP  ซี่งประกอบด้วย
Toxoid คอตีบToxoid  บาดทะยัก และวัคซีนไอกรน  โดยฉีดในเด็ก อายุ 2-3 เดือน ฉีดเข็ม 2 และ 3 ห่างกัน
เข็มละ 2 เดือน  แล้วฉีดกระตุ้นหลังเข็มสุดท้ายประมาณ 1 ปี สำหรับเด็กหรือผู้สัมผัสโรค ควรฉีด Antitoxin 
โดยพิจารณาปริมาณตามความรุนแรงของโรค เพื่อป้องกันโรค
2.ไม่ควรใกล้ชิดผู้ป่วย จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า เด็กนั้นไม่เป็นพาหะของโรคแล้ว
 

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี

7 กลุ่มเสี่ยง ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2555

7 กลุ่มเสี่ยง ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2555


วัคซีนไข้หวัดใหญ่


สธ.ดีเดย์ 1 มิถุนายนนี้ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ให้กลุ่มเสี่ยง 3.55 ล้านคน พร้อมกันทั่วไทย (กระทรวงสาธารณสุข)

          สธ.จับ มือ สปสช.และ อภ. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์กลุ่มเสี่ยง ทุกสิทธิฟรี จำนวน 3.55 ล้านคน ใช้งบกว่า 500 ล้านบาท ดีเดย์ฉีดพร้อม กันทั่วประเทศตั้งแต่ 1 มิถุนายนถึง 30 กันยายน 2555 ที่สถานพยาบาลของรัฐและเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อป้องกันการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 3 สายพันธุ์

          นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สมชัย นิจพานิช รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสปสช. นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายแพทย์วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ร่วมกันแถลงข่าวว่า ในปี 2555 นี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกับ สปสช. และองค์การเภสัชกรรม จัดโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2555 เพื่อฉีดให้กลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่มฟรี ได้แก่

          1.ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง มะเร็งที่กำลังรับเคมีบำบัด เบาหวาน ธาลัสซีเมีย และภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ

          2.ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป

          3.ผู้มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม

          4.ผู้พิการทางสมองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

          5.เด็กอายุ 6 เดือน - 2 ปี

          6.หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป

          7.บุคลากรทางการแพทย์เจ้าหน้าที่ที่ให้การดูแลรักษาผู้เจ็บป่วย และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดสัตว์ปีก

          โดยกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดมีจำนวน 3,550,000 คน ซึ่งได้ขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นจากปี 2554 จำนวน 1 ล้านคน

          ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวใช้งบประมาณของ สปสช.กว่า 500 ล้านบาท ให้ บริการฉีดที่โรงพยาบาลภาครัฐ และเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เริ่มพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไปจนถึง 30 กันยายน 2555 สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สายด่วน สปสช. โทร.1330

          นายวิทยา กล่าวต่อว่า โรคไข้หวัดใหญ่ มักระบาดในช่วงหน้าฝนถึงฤดูหนาว ปัจจุบันประชาชนจะมองโรคนี้ว่าเป็นโรคที่ไม่รุนแรง แต่สำหรับคนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรังนั้น หากป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่แทรกซ้อน จะมีความเสี่ยงต่อชีวิตมาก

          ในแต่ละปีประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 7-9 แสนราย ในจำนวนนี้มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดบวม ต้องรับไว้โรงพยาบาล 12,575 – 75,801 รายต่อปี อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีภาวะแทรกซ้อนอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลปีละ 913 – 2,453 ล้านบาท ดังนั้นแนวทางป้องกันที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ ในปีนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -14 พฤษภาคม 2555 ทั่วประเทศมีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 11,380 ราย ไม่มีเสียชีวิต 

          นายวิทยา กล่าวต่อไปว่า เมื่อประชาชนกลุ่มดังกล่าวข้างต้น ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว ก็จะลดการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่หรือภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้หวัดใหญ่ได้ คนไข้ และญาติก็ไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายมาหาหมอ ไม่ต้องมีการตรวจรักษาหรือจ่ายยา และไม่มีค่าเดินทางมาโรงพยาบาล ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่ภาครัฐก็ลดภาระการรักษาพยาบาลลงได้เช่นกัน

          ทั้งนี้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดในปีนี้ เป็นวัคซีนรวม 3 สายพันธุ์ คือชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1(A H1N1) ชนิดเอ เอช 3 เอ็น 2 (A H3N2) และชนิดบี (B) ซึ่งเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบบ่อยในไทยและทั่วโลก และวัคซีนยังใช้ได้ผลดี เนื่องจากเชื้อไม่มีปัญหากลายพันธุ์





ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ค้นหาบล็อกนี้