| ||
| ผู้เผยแพร่/ผู้ประกาศ : กลุ่มเทคโนโลยีสุขศึกษา | ||
| หน่วยงาน : กองสุขศึกษา | ||
| โทรศัพท์ : 025901664 | ||
| จำนวนการเข้าชม : 2 ครั้ง | ||
วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
นักโภชนาการ ระบุเด็ก “เตี้ย-อ้วน-ผอม” ทำไอคิวต่ำ
เช็ค 9 สัญญาณอันตราย ก่อนโรคไข้เลือดออกระบาด
เช็ค 9 สัญญาณอันตราย ก่อนโรคไข้เลือดออกระบาด
จากสถิติการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย พบว่าในปี 2556 คาดว่าจะมีอัตราการแพร่ระบาดของไข้เลือดออกสูงและคาดจะมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากที่สุดในรอบ 5 ปี โดยจากการนับอัตราการป่วยของประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม ถึง เมษายน รวมระยะเวลา 4 เดือน พบว่ามีผู้ป่วยประมาณ 24,000 ราย และเสียชีวิตไปแล้วทั้งสิ้น 28 ราย
ทั้งนี้ สามารถเฉลี่ยผู้เสียชีวิตสูงสุดต่อปีประมาณ 70-100 ราย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีโอกาสป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกได้มากเท่าๆกัน และพบมากในช่วงอายุ 10-25 ปี
เด็กที่ได้รับเชื้อโรคจะมีอาการไข้สูงลอย 2-7 วัน มักไม่มีอาการไอไม่มีน้ำมูกไหล เด็กเล็กที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างยาก ทำให้ต้องดูแลเป็นพิเศษและรักษาเป็นกรณีพิเศษ โดยอาจมีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ มีผื่นแดงตามร่างกาย มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟันผิดปกติ
ขณะที่เด็กบางรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจมีอาการช็อก ซึ่งสังเกตได้ยาก เนื่องจากยังรู้สติดีอยู่ แต่จะดูอ่อนเพลีย ไม่มีแรงข้อสังเกตคืออาการช็อกจะตรงกับวันที่ไข้ลง หรือไข้ต่ำลง อย่างไรก็ตาม ถ้าเฝ้าสังเกตและพบเห็นอาการบ่งชี้ว่าอาจเป็นอาการนำของภาวะช็อกควรรีบนำตัวเด็กเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน
โดย 9 อาการเร่งด่วน ที่ต้องรีบเดินทางพบแพทย์ ได้แก่
- ไข้ลงหรือไข้ลดลงแต่ยังไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ อาทิ เบื่ออาหาร ไม่ค่อยเล่น และอ่อนเพลีย
- คลื่นไส้ อาเจียน ตลอดเวลา
- ปวดท้องมาก
- มีเลือดออกมาก เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ
- พฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปจากปกติ
- กระหายน้ำตลอดเวลา
- ร้องกวนมากในเด็กเล์ก
- ตัวเย็นชื้น สีผิวคล้ำลง หรือตัวเป็นลายๆนานเกิน 4-5 ชั่วโมง
- ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ถ่ายปัสสาวะ
ผู้เชี่ยวชาญโรคไข้เลือดออก ให้คำแนะนำเสริมว่า ไข้เลือดออกเกิดจากการที่มียุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัด ยุงลายมักกัดเวลากลางวัน จึงต้องช่วยกันกำจัดยุงลาย ด้วยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและดูแลเด็กให้ห่างไกลโรคไข้เลือดออก จึงสามารถป้องกันแบบบูรณาการได้โดยดำเนินการควบคู่กันตั้งแต่ระดับตัวเอง อาทิ ใส่เสื้อผ้าแขนยาวและกางเกงขายาว หรือนอนหลับในห้องที่ติดมุ้งลวดมิดชิด ทาสารกันยุงที่ปลอดภัย เช่น ตะไคร้หอม ระดับครัวเรือน ควรกำจัดแหล่งน้ำขังตามสถานที่ต่างๆ อาทิ อุปกรณ์ในครัวเรือนและอุปกรณ์ซักล้างควรคว่ำหรือปิดฝาให้เรียบร้อย เปลี่ยนน้ำรองขาโต๊ะหรือในแจกันทุกสัปดาห์ หรือผสมเกลือ หรือตรวจสอบรอบบริเวณบ้าน รางระบายน้ำบนหลังคาว่ามีแอ่งขังน้ำหรือไม่
สำหรับการป้องกันในระดับชุมชน ต้องร่วมมือกันในการรณรงค์กำจัดแหล่งน้ำขังภายในชุมชนปีละ 2-3 ครั้ง หรือพ่นยาฆ่าแมลงในเขตชุมชนปีละ2-4 ครั้ง เป็นต้น เพียงเท่านี้ เด็กน้อยและตัวคุณเองก็ห่างไกลจากโรคไข้เลือดออกอย่างแน่นอน
วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
แจ้งนัดฉีดวัคซีนเด็กประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2556
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเหล่า แจ้งฉีดวัคซีนเด็กประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2556
ให้มารับบริการในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
สสจ.อุดรฯ เตือนโรคคอตีบระบาด
สสจ.อุดรฯ เตือนโรคคอตีบระบาด พบผู้ป่วยพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว 35 ราย
อุดรธานี - จังหวัดอุดรธานีขึ้นป้ายเตือนโรคคอตีบระบาด ขณะที่นายแพทย์สาธารณสุขแนะวิธีป้องกันตนเองโดยไม่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ใช้ช้อนกลาง และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้มีอาการไข้ ไอ เผยแถบภาคอีสานได้รับการแพร่เชื้อมาจากประเทศเพื่อนบ้าน พบผู้ป่วยในกลุ่มจังหวัดใกล้เคียงแล้ว 35 ราย
นายแพทย์สัญชัย ปิยะพงษ์กุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์โรคคอตีบในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะแถบภาคอีสานที่มีการติดเชื้อข้ามมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และพบผู้ป่วยในจังหวัดใกล้เคียงแล้วจำนวน 35 ราย จากการสอบสวนโรคและติดตามผู้สัมผัสเชื้อ พบว่ามีผู้สัมผัสเชื้อจำนวนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และได้กลับมาเยี่ยมบ้านหลังการสัมผัสเชื้อจากผู้ป่วย ซึ่งขณะนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีและหน่วยบริการในพื้นที่อยู่ระหว่างติดตามเฝ้าระวังอาการกลุ่มผู้สัมผัสเชื้อเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด ประกอบกับมีประชากรจากจังหวัดเลยบางส่วนมาประกอบอาชีพค้าขายในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เนื่องจากโรคคอตีบเป็นโรคติดต่อร้ายแรงและเกิดการระบาดได้ง่าย ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจากโรคดังกล่าว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีขอแนะนำให้ประชาชนยึดหลักพึงระวัง เลี่ยงคลุกคลี และรีบพบแพทย์ทันทีที่มีอาการต้องสงสัย โดยข้อที่พึงระวังคือ ต้องตระหนักรู้อันตรายของโรคคอตีบ และงดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ได้แก่ การดื่มน้ำในที่สาธารณะ ซึ่งใช้แก้วใบเดียวกัน บุตรหลานรับวัคซีนป้องกันโรคไม่ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด การเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดโดยไม่ป้องกันตนเอง การรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ใช้ช้อนกลาง ขณะที่การเลี่ยงคลุกคลีคือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้มีอาการไข้ ไอ และมีฝ้าขาวในลำคอ ผู้ป่วยโรคคอตีบและผู้ที่กำลังรับการรักษาต้องแยกตัวอย่างน้อย 3 สัปดาห์ และเลี่ยงการไปในที่ชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ที่สำคัญ หากมีอาการไข้ เจ็บคอ ควรเข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน และหากแพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการน่าสงสัยว่าเป็นโรคคอตีบต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษาอย่างเคร่งครัด โดยรับประทานยาให้ตรงเวลา ต่อเนื่องจนครบกำหนด และมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อตรวจดูอาการของโรคอย่างใกล้ชิด สำหรับโรคคอตีบติดต่อได้จากน้ำลาย ละอองเสมหะ การไอ จามรดกัน การดื่มน้ำจากแก้วเดียวกัน สิ่งสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อคอตีบคือ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ กลืนลำบาก เด็กจะต้องได้รับวัคซีนให้ครบตามกำหนด
อุดรธานี - จังหวัดอุดรธานีขึ้นป้ายเตือนโรคคอตีบระบาด ขณะที่นายแพทย์สาธารณสุขแนะวิธีป้องกันตนเองโดยไม่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ใช้ช้อนกลาง และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้มีอาการไข้ ไอ เผยแถบภาคอีสานได้รับการแพร่เชื้อมาจากประเทศเพื่อนบ้าน พบผู้ป่วยในกลุ่มจังหวัดใกล้เคียงแล้ว 35 ราย
นายแพทย์สัญชัย ปิยะพงษ์กุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์โรคคอตีบในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะแถบภาคอีสานที่มีการติดเชื้อข้ามมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และพบผู้ป่วยในจังหวัดใกล้เคียงแล้วจำนวน 35 ราย จากการสอบสวนโรคและติดตามผู้สัมผัสเชื้อ พบว่ามีผู้สัมผัสเชื้อจำนวนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และได้กลับมาเยี่ยมบ้านหลังการสัมผัสเชื้อจากผู้ป่วย ซึ่งขณะนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีและหน่วยบริการในพื้นที่อยู่ระหว่างติดตามเฝ้าระวังอาการกลุ่มผู้สัมผัสเชื้อเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด ประกอบกับมีประชากรจากจังหวัดเลยบางส่วนมาประกอบอาชีพค้าขายในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เนื่องจากโรคคอตีบเป็นโรคติดต่อร้ายแรงและเกิดการระบาดได้ง่าย ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจากโรคดังกล่าว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีขอแนะนำให้ประชาชนยึดหลักพึงระวัง เลี่ยงคลุกคลี และรีบพบแพทย์ทันทีที่มีอาการต้องสงสัย โดยข้อที่พึงระวังคือ ต้องตระหนักรู้อันตรายของโรคคอตีบ และงดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ได้แก่ การดื่มน้ำในที่สาธารณะ ซึ่งใช้แก้วใบเดียวกัน บุตรหลานรับวัคซีนป้องกันโรคไม่ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด การเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดโดยไม่ป้องกันตนเอง การรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ใช้ช้อนกลาง ขณะที่การเลี่ยงคลุกคลีคือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้มีอาการไข้ ไอ และมีฝ้าขาวในลำคอ ผู้ป่วยโรคคอตีบและผู้ที่กำลังรับการรักษาต้องแยกตัวอย่างน้อย 3 สัปดาห์ และเลี่ยงการไปในที่ชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ที่สำคัญ หากมีอาการไข้ เจ็บคอ ควรเข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน และหากแพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการน่าสงสัยว่าเป็นโรคคอตีบต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษาอย่างเคร่งครัด โดยรับประทานยาให้ตรงเวลา ต่อเนื่องจนครบกำหนด และมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อตรวจดูอาการของโรคอย่างใกล้ชิด สำหรับโรคคอตีบติดต่อได้จากน้ำลาย ละอองเสมหะ การไอ จามรดกัน การดื่มน้ำจากแก้วเดียวกัน สิ่งสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อคอตีบคือ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ กลืนลำบาก เด็กจะต้องได้รับวัคซีนให้ครบตามกำหนด
วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555
คอตีบ
โรคไข้คอตีบ
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี
7 กลุ่มเสี่ยง ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2555
7 กลุ่มเสี่ยง ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2555
สธ.ดีเดย์ 1 มิถุนายนนี้ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ให้กลุ่มเสี่ยง 3.55 ล้านคน พร้อมกันทั่วไทย (กระทรวงสาธารณสุข)
สธ.จับ มือ สปสช.และ อภ. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์กลุ่มเสี่ยง ทุกสิทธิฟรี จำนวน 3.55 ล้านคน ใช้งบกว่า 500 ล้านบาท ดีเดย์ฉีดพร้อม กันทั่วประเทศตั้งแต่ 1 มิถุนายนถึง 30 กันยายน 2555 ที่สถานพยาบาลของรัฐและเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อป้องกันการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 3 สายพันธุ์
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สมชัย นิจพานิช รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสปสช. นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายแพทย์วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ร่วมกันแถลงข่าวว่า ในปี 2555 นี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกับ สปสช. และองค์การเภสัชกรรม จัดโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2555 เพื่อฉีดให้กลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่มฟรี ได้แก่
โดยกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดมีจำนวน 3,550,000 คน ซึ่งได้ขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นจากปี 2554 จำนวน 1 ล้านคน
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวใช้งบประมาณของ สปสช.กว่า 500 ล้านบาท ให้ บริการฉีดที่โรงพยาบาลภาครัฐ และเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เริ่มพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไปจนถึง 30 กันยายน 2555 สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สายด่วน สปสช. โทร.1330
นายวิทยา กล่าวต่อว่า โรคไข้หวัดใหญ่ มักระบาดในช่วงหน้าฝนถึงฤดูหนาว ปัจจุบันประชาชนจะมองโรคนี้ว่าเป็นโรคที่ไม่รุนแรง แต่สำหรับคนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรังนั้น หากป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่แทรกซ้อน จะมีความเสี่ยงต่อชีวิตมาก
ในแต่ละปีประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 7-9 แสนราย ในจำนวนนี้มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดบวม ต้องรับไว้โรงพยาบาล 12,575 – 75,801 รายต่อปี อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีภาวะแทรกซ้อนอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลปีละ 913 – 2,453 ล้านบาท ดังนั้นแนวทางป้องกันที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ ในปีนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -14 พฤษภาคม 2555 ทั่วประเทศมีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 11,380 ราย ไม่มีเสียชีวิต
นายวิทยา กล่าวต่อไปว่า เมื่อประชาชนกลุ่มดังกล่าวข้างต้น ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว ก็จะลดการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่หรือภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้หวัดใหญ่ได้ คนไข้ และญาติก็ไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายมาหาหมอ ไม่ต้องมีการตรวจรักษาหรือจ่ายยา และไม่มีค่าเดินทางมาโรงพยาบาล ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่ภาครัฐก็ลดภาระการรักษาพยาบาลลงได้เช่นกัน
ทั้งนี้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดในปีนี้ เป็นวัคซีนรวม 3 สายพันธุ์ คือชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1(A H1N1) ชนิดเอ เอช 3 เอ็น 2 (A H3N2) และชนิดบี (B) ซึ่งเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบบ่อยในไทยและทั่วโลก และวัคซีนยังใช้ได้ผลดี เนื่องจากเชื้อไม่มีปัญหากลายพันธุ์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
